ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Career DR: ออกแบบอาชีพเหมือนออกแบบระบบ IT

คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งเรื่องเดียว การมีหลาย skills ที่ไม่ทับซ้อนกันคือการทำ DR ให้อาชีพ ถ้าทางหนึ่งพัง มีทางอื่นรองรับ บทความนี้ใช้หลัก IT Architecture + Portfolio Theory อธิบายว่าทำไมต้องกระจายความเสี่ยงด้านอาชีพ

18 ก.พ. 2569 | 11 นาที

ยังไม่มีเวลาอ่าน? แชร์เก็บไว้ก่อนสิ!
TL;DR
  • การพึ่งพาทักษะเดียว/นายจ้างเดียว คือ Single Point of Failure ของอาชีพ
  • กระจาย skills ข้าม domain เหมือนทำ Multi-Region DR ถ้าทางหนึ่งพัง มีทางอื่นรองรับ
  • Skill combination ที่หายากคือ Competitive Advantage ยิ่งหายาก ยิ่งมี moat

ถ้าพรุ่งนี้ถูกเลย์ออฟ จะทำยังไง?

สมมุติว่าพรุ่งนี้เช้า HR เรียกเข้าห้องประชุม บอกว่า “ขอบคุณที่ร่วมงานมา แต่…”

คุณจะทำยังไง?

  • หางานใหม่ในสายเดิม? (ถ้าตลาดแย่ล่ะ?)
  • เปลี่ยนสาย? (ถ้าไม่มี skills อื่นล่ะ?)
  • ทำธุรกิจส่วนตัว? (ถ้าไม่เคยเตรียมตัวล่ะ?)

ถ้าคำตอบคือ “ไม่รู้” แปลว่าอาชีพคุณมี Single Point of Failure

บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมต้องออกแบบอาชีพเหมือนออกแบบระบบ IT และจะทำอย่างไร

อาชีพที่มี Single Point of Failure

ในโลก IT เราออกแบบระบบให้ไม่มี Single Point of Failure (SPOF) เพราะถ้าจุดนั้นพัง ทุกอย่างพังหมด

อาชีพก็เหมือนกัน

ลักษณะของอาชีพที่มี SPOF

SPOFความเสี่ยง
พึ่งพาทักษะเดียวTechnology เปลี่ยน skills ล้าสมัย
พึ่งพา industry เดียวIndustry ตกต่ำ หางานยาก
พึ่งพานายจ้างเดียวถูกเลย์ออฟ ไม่มีรายได้ทันที
พึ่งพา location เดียวย้ายประเทศไม่ได้

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้

  • ถูกเลย์ออฟ รายได้หายทันที 100%
  • Technology เปลี่ยน skills ที่เคยมีค่ากลายเป็นไร้ค่า
  • AI มาแทน งานบางประเภทหายไป
  • Burnout อยากเปลี่ยนสายแต่ไม่มีทางเลือก

คำถามสำคัญ

ถ้าวันนี้ทักษะหลักของคุณกลายเป็นไร้ค่า คุณจะทำอะไรต่อ?

DR Architecture สำหรับอาชีพ

ในโลก IT เราทำ Disaster Recovery (DR) เพื่อให้ระบบทำงานต่อได้แม้เกิดปัญหา อาชีพก็ควรมี DR เหมือนกัน

IT Concepts → Career Concepts

IT ConceptCareer Equivalent
Single Point of Failureพึ่งพาทักษะเดียว/นายจ้างเดียว
Disaster Recoveryทักษะสำรอง/รายได้ทางอื่น
RTO (Recovery Time)เวลาที่ต้องใช้หางานใหม่
RPO (Recovery Point)รายได้ที่หายไประหว่าง transition
Multi-AZหลาย skills ใน domain เดียว
Multi-Regionหลาย skills ข้าม domain
Active-Activeหลายรายได้พร้อมกัน

Level 1: Multi-AZ (หลาย skills ใน domain เดียว)

ตัวอย่าง: Cloud Engineer ที่รู้ทั้ง AWS, GCP และ Azure

  • ถ้า AWS ไม่ hiring ไปทำ GCP ได้
  • ยังอยู่ใน domain เดิม แต่มี options มากขึ้น
  • เหมือนระบบที่มีหลาย server ใน region เดียว

Level 2: Multi-Region (หลาย skills ข้าม domain)

ตัวอย่าง: Cloud Engineer + MBA + Investment

  • ถ้า Tech industry แย่ ไปทำ consulting ด้าน business ได้
  • ถ้าเบื่องานประจำ ทำธุรกิจส่วนตัวได้
  • ถ้าอยากพัก มีรายได้จาก investment
  • เหมือนระบบที่มี DR site ใน region อื่น

Level 3: Active-Active (หลายรายได้พร้อมกัน)

ตัวอย่าง: งานประจำ + Side business + Investment income

  • ไม่ต้องรอ failover เพราะทุกทางทำงานอยู่แล้ว
  • ถ้าทางหนึ่งหาย รายได้รวมลดลงแต่ไม่เป็นศูนย์
  • เหมือนระบบที่รัน active ทั้ง 2 site พร้อมกัน

Multi-AZ

หลาย skills ใน domain เดียว (AWS + GCP + Azure)

Multi-Region

หลาย skills ข้าม domain (Tech + Business + Investment)

Active-Active

หลายรายได้พร้อมกัน (งานประจำ + Side business + Passive income)

RTO และ RPO ของอาชีพ

RTO และ RPO คืออะไร?

RTO (Recovery Time Objective) คือเวลาที่ยอมรับได้ในการกู้คืนระบบหลังเกิดปัญหา

RPO (Recovery Point Objective) คือปริมาณข้อมูลที่ยอมรับได้ที่จะสูญเสียไป

ในบริบทอาชีพ RTO คือเวลาที่ต้องใช้หารายได้ใหม่ และ RPO คือรายได้ที่หายไประหว่าง transition

RTO: ถ้าตกงานวันนี้ ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?

สถานการณ์RTO
มี skills เดียว, ไม่มี network6-12 เดือน
มี skills หลายอย่าง, มี network1-3 เดือน
มี side business พร้อมอยู่แล้ว0 (ไม่มี downtime)

RPO: ระหว่าง transition จะสูญเสียรายได้เท่าไหร่?

สถานการณ์RPO
พึ่งพางานประจำ 100%สูญเสีย 100%
มี passive income 30%สูญเสีย 70%
Active-Active หลายทางสูญเสียแค่ส่วนที่หายไป

เป้าหมาย

RTO = 0, RPO = 0 คือสถานะที่ดีที่สุด แปลว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รายได้ไม่หยุด

Portfolio Theory: กระจายความเสี่ยง

หลักการลงทุนบอกว่า “Don’t put all your eggs in one basket” หลักการเดียวกันใช้กับอาชีพได้

Correlation ต่ำ = ดี

ถ้า skills ทั้งหมดอยู่ใน Tech:

  • Tech industry แย่ → ทุก skills ได้รับผลกระทบพร้อมกัน
  • Correlation สูง = ความเสี่ยงสูง

ถ้า skills กระจายไป Tech + Business + Investment:

  • Tech industry แย่ → Business และ Investment ไม่ได้รับผลกระทบ
  • Correlation ต่ำ = ความเสี่ยงต่ำ

ผลกระทบเมื่อ Tech Industry ตกต่ำ

Competitive Advantage จาก Skill Combination

T-shaped → Pi-shaped → Comb-shaped

Shapeลักษณะตัวอย่าง
I-shapedเก่งลึก 1 อย่างJava Developer
T-shapedเก่งลึก 1 + รู้กว้างJava Developer ที่รู้เรื่อง Cloud, DevOps
Pi-shapedเก่งลึก 2 อย่างCloud Architect + FinOps
Comb-shapedเก่งลึกหลายอย่างCloud + FinOps + MBA + Content

ยิ่ง Combination หายาก ยิ่งมี Moat

  • Cloud Engineer → มีเยอะ
  • Cloud Engineer + FinOps → มีน้อยลง
  • Cloud Engineer + FinOps + MBA → หายากมาก
  • Cloud Engineer + FinOps + MBA + เขียนบทความได้ → unique

Resource-Based View

ทักษะที่สร้าง Competitive Advantage ต้องมี 3 คุณสมบัติ: Valuable (มีค่า), Rare (หายาก) และ Hard to Imitate (เลียนแบบยาก)

Skill combination ที่หายากตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อ

Blue Ocean: สร้าง Market ใหม่

Red Ocean

แข่งกับ Cloud Engineer คนอื่น

ข้อดี

ข้อเสีย

  • แข่งเรื่อง certifications
  • แข่งเรื่องประสบการณ์
  • แข่งเรื่องราคา (เงินเดือน)
  • คู่แข่งเยอะ ราคาถูกกดลง

Blue Ocean

สร้าง category ใหม่จาก skill combination

ข้อดี

  • Cloud Architect ที่คุยกับ CFO รู้เรื่อง
  • Tech Consultant ที่เข้าใจ Business
  • Content Creator สาย Tech + Finance
  • ไม่มีคู่แข่งโดยตรง

ข้อเสีย

ทำไมผมเลือกเรียน MBA แทน ป.โท IT

ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ใน บทความก่อนหน้า แต่จะ reframe ใหม่ในมุม DR

ไม่ใช่เพราะ IT ไม่ดี แต่เพราะ:

1. IT skills หาได้จากทางอื่น

Certifications, Courses, Hands-on ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและตรงจุดกว่า ป.โท IT

2. MBA ให้ skills ที่ไม่ทับซ้อน

Business, Finance, Strategy, Marketing เป็น skills ที่ไม่ได้จากการทำงาน IT

3. Network ที่หลากหลาย

เพื่อนร่วมชั้นมาจากหลาย industry ไม่ใช่แค่คน IT ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่า network ที่ดีต้องมีความหลากหลาย

4. เตรียมพร้อมสำหรับ DR

ถ้าวันหนึ่งไม่อยากทำ Tech แล้ว หรือ Tech industry ตกต่ำ มีทางไป

กลยุทธ์การป้องกันที่ดีที่สุด

คือเตรียมพร้อมออกเสมอ ไม่ใช่รอจนถูกบังคับให้ออก

Action Plan: สร้าง DR ให้อาชีพ

Step 1: Audit สถานะปัจจุบัน

  • Skills ที่มีอยู่ใน domain ไหนบ้าง?
  • รายได้มาจากทางเดียวหรือหลายทาง?
  • ถ้าตกงานพรุ่งนี้ RTO เท่าไหร่?

Step 2: ระบุ SPOF

  • อะไรคือจุดที่ถ้าพังแล้วทุกอย่างพัง?
  • Skills ไหนที่ถ้าล้าสมัยแล้วจะลำบาก?
  • ถ้านายจ้างปัจจุบันเลิกจ้าง จะเกิดอะไรขึ้น?

Step 3: วางแผน DR

LevelActionตัวอย่าง
Level 1เพิ่ม skills ใน domain เดิมเรียน GCP เพิ่มจาก AWS
Level 2เพิ่ม skills ข้าม domainเรียน MBA, Finance, Marketing
Level 3สร้างรายได้หลายทางSide business, Investment, Content

Step 4: ทดสอบ DR

  • ลองทำ side project ดู
  • ลองหารายได้ทางอื่นดู
  • ลองคุยกับคนนอก industry ดู
  • ลองสมัครงานสายอื่นดู (แม้ไม่ได้อยากย้าย)

อย่ารอจนสายเกินไป

DR ที่ดีต้องเตรียมไว้ก่อนเกิดปัญหา ไม่ใช่เตรียมตอนเกิดปัญหาแล้ว

สรุป

อาชีพที่ดีต้องมี DR เหมือนระบบ IT ที่ดี

SPOF ต้องกำจัด
Multi-Region ข้าม domain
RTO ยิ่งต่ำยิ่งดี
Active-Active เป้าหมายสูงสุด

Key Takeaways

  1. พึ่งพาทักษะเดียว = Single Point of Failure ความเสี่ยงสูงมาก

  2. กระจาย skills ข้าม domain = Multi-Region DR ถ้าทางหนึ่งพัง มีทางอื่นรองรับ

  3. Skill combination ที่หายาก = Competitive Advantage ยิ่งหายาก ยิ่งมี moat ยิ่งแข่งขันได้

  4. สร้างรายได้หลายทาง = Active-Active ไม่มี downtime แม้ทางหนึ่งหายไป

  5. เตรียมพร้อมออกเสมอ = กลยุทธ์การป้องกันที่ดีที่สุด อย่ารอจนถูกบังคับให้ออก

ชอบบทความนี้? แชร์ให้เพื่อนด้วยสิ!

รับบทความผ่านทางอีเมล