เงินเดือนขึ้น 5% ต่อปี — รวยขึ้น หรือ แค่ย่ำอยู่กับที่?
ทำไมขึ้นเงินเดือน 5% แต่ยังรู้สึกเงินไม่พอใช้? เพราะเงินเฟ้อจริงไม่ใช่ 1% แต่คือ 4% — คนเงินเดือน 20,000 บาท รวยขึ้นจริงแค่ 22 บาท/เดือน
18 ก.พ. 2569 | 13 นาที
- เงินเฟ้อทางการ vs. เงินเฟ้อที่คุณรู้สึก
- ปรากฏการณ์ “ของหด” (Shrinkflation)
- ทำไมคนรายได้น้อยถึงเจ็บกว่า
- ขั้นที่ 1: ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่หนีไม่พ้น
- ขั้นที่ 2: สัดส่วนที่ต่างกันมหาศาล
- ขั้นที่ 3: คำนวณ “เงินเฟ้อจริง” ที่คุณแบกรับ
- ขั้นที่ 4: ผลกระทบสุทธิ — ใครได้ ใครเสีย
- ภาพรวม 20 ปี: ช่องว่างที่ถ่างออกเรื่อยๆ
- ทางออก: ต้องทำมากกว่าแค่ “รอขึ้นเงินเดือน”
- 1) เร่งรายได้
- 2) ชนะเงินเฟ้อด้วยการลงทุน
- บทสรุป
- เงินเฟ้อทางการของไทยเฉลี่ย 1.3% (7 ปีล่าสุด) แต่ค่าครองชีพจริงอยู่ที่ประมาณ 4%
- คนเงินเดือน 20,000 บาท ขึ้นเงินเดือน 5% (+1,000 บาท/ปี) แต่เหลือจริงแค่ 268 บาท/ปี หลังหักเงินเฟ้อ
- ตามกฎของ Engel คนรายได้น้อยแบกภาระเงินเฟ้อหนักกว่า เพราะค่าใช้จ่ายพื้นฐานกินสัดส่วนรายได้มากกว่า
- ถ้าพอร์ตการลงทุนของคุณโตไม่ถึง 4% ต่อปี เท่ากับคุณกำลังย่ำอยู่กับที่
มนุษย์เงินเดือนตั้งความหวังว่าแต่ละปีเงินเดือนจะขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์กันครับ 5%? 7%? หรือ 10%?
สมมติว่าตัวเลขออกมาที่ 5% ซึ่งตรงกับค่าเฉลี่ยตลาดที่ Mercer และ Deloitte สำรวจไว้ ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงคิดว่าตัวเองรวยขึ้นอีกนิดนึงแล้ว เพราะตัวเลขชนะอัตราเงินเฟ้อที่รัฐฯ ประกาศว่าอยู่ที่ประมาณ 1%
แต่ทำไมความรู้สึกจริงช่างสวนทางกับตัวเลข? ทำไมเรายังรู้สึกว่าเงินตึงมือทั้งที่รายได้เพิ่มขึ้น?
ลองมาหาคำตอบทางเศรษฐศาสตร์กัน
เงินเฟ้อทางการ vs. เงินเฟ้อที่คุณรู้สึก
สิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจคือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือ เงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ คำนวณจาก “ตะกร้าสินค้า” เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ ซึ่งรวมถึงสินค้าที่คุณอาจไม่ได้ซื้อบ่อยๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือวัสดุก่อสร้าง
| ปี | อัตราเงินเฟ้อ (CPI) |
|---|---|
| 2020 | -0.8% |
| 2021 | 1.2% |
| 2022 | 6.1% |
| 2023 | 1.2% |
| 2024 | 0.4% |
| 2025 | -0.1% |
| เฉลี่ย 7 ปี | 1.3% |
แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือน ค่าใช้จ่ายจริงกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่ม อาหาร พลังงาน และบริการ ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยเสมอ
ข้อมูลจาก Nation Thailand ระบุว่า ราคาอาหารไทยเพิ่มขึ้น 106.5% ใน 13 ปี คิดเป็นอัตราเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่า CPI เกือบ 5 เท่า
ปรากฏการณ์ “ของหด” (Shrinkflation)
ไม่ใช่แค่ราคาป้ายที่เปลี่ยนไป แต่คือปริมาณก็ลดลงด้วย เช่น
- ถุงขนมที่ลมเยอะขึ้น แต่ราคาเท่าเดิม
- ข้าวกะเพราที่หมูหายไป 2 ชิ้น แต่ราคาเท่าเดิม
- น้ำอัดลมที่ลดปริมาณจาก 330 ml เหลือ 300 ml แต่ราคาเท่าเดิม
ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือการเพิ่ม Unit Cost (ต้นทุนต่อหน่วย) โดยที่คุณไม่รู้ตัว ถ้าสินค้าราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง 10% เท่ากับเงินเฟ้อพุ่งไปแล้ว 11.1% ทันที
ลองใช้คณิตศาสตร์ง่ายๆ ตอบคำถามนี้ดู
ทำไมคนรายได้น้อยถึงเจ็บกว่า
สมมติว่ามีเพื่อนสองคน นาย A เงินเดือน 20,000 บาท (ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยคนไทย) และนาย B เงินเดือน 150,000 บาท ทั้งคู่ทำงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ นั่ง BTS ไปทำงาน กินข้าวนอกบ้าน และเช่าคอนโดอยู่
คำถามคือ ค่าใช้จ่ายพื้นฐานของทั้งสองคนต่างกันแค่ไหน?
ขั้นที่ 1: ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่หนีไม่พ้น
| รายการ | นาย A (20K) | นาย B (150K) |
|---|---|---|
| ค่าอาหาร | 7,000 บาท | 11,000 บาท |
| ค่าเดินทาง (BTS/MRT) | 2,500 บาท | 2,500 บาท |
| ค่าไฟ/น้ำ/เน็ต | 1,800 บาท | 2,500 บาท |
| ค่าโทรศัพท์ | 500 บาท | 1,000 บาท |
| ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน | 6,500 บาท | 25,000 บาท |
| รวมทั้งหมด | 18,300 บาท | 42,000 บาท |
สังเกตไหมว่า 4 รายการแรก (อาหาร, เดินทาง, สาธารณูปโภค, โทรศัพท์) รวมกันแล้วต่างกันไม่มาก (11,800 vs 17,000 บาท) เพราะ BTS ราคาเท่ากันไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ข้าวกะเพราจานละ 60 บาทก็ราคาเดียวกัน
ขั้นที่ 2: สัดส่วนที่ต่างกันมหาศาล
แต่เมื่อคิดเป็น สัดส่วนต่อรายได้ ภาพจะเปลี่ยนไปทันที
| รายการ | นาย A (20K) | นาย B (150K) |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายพื้นฐานรวม | 18,300 บาท | 42,000 บาท |
| คิดเป็น % ของรายได้ | 92% | 28% |
| เงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่าย | 1,700 บาท | 108,000 บาท |
นาย A ใช้เงิน 92% ของรายได้ ไปกับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ในขณะที่ นาย B ใช้แค่ 28% นี่คือกฎของ Engel ที่นักสถิติชาวเยอรมันค้นพบตั้งแต่ปี 1857 ถ้ารายได้ต่ำ สัดส่วนค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อรายได้ยิ่งสูง
ขั้นที่ 3: คำนวณ “เงินเฟ้อจริง” ที่คุณแบกรับ
ตัวเลขเงินเฟ้อทางการ (CPI) คำนวณจากตะกร้าสินค้าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราจึงต้องคำนวณ อัตราเงินเฟ้อส่วนบุคคล โดยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนค่าใช้จ่ายจริง
วิธีคำนวณเงินเฟ้อถ่วงน้ำหนัก
สูตร:
ข้อมูลเงินเฟ้อแต่ละหมวด (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง):
| หมวด | สัดส่วน | เงินเฟ้อเฉลี่ย | Weighted |
|---|---|---|---|
| อาหาร | 38.3% | 5.7% | 2.18% |
| เดินทาง | 13.7% | 3.0% | 0.41% |
| สาธารณูปโภค | 9.8% | 1.5% | 0.15% |
| โทรศัพท์ | 2.7% | 0.5% | 0.01% |
| ที่อยู่อาศัย | 35.5% | 2.5% | 0.89% |
| รวม | 100% | 3.64% |
ปัดเป็น 4% เพื่อความสะดวกในการคำนวณ
สูตรคำนวณภาระเงินเฟ้อ:
นาย A:
- ภาระเงินเฟ้อ = 18,300 × 4% = 732 บาท
- ภาระต่อรายได้ = 732 ÷ 20,000 = 3.7%
นาย B:
- ภาระเงินเฟ้อ = 42,000 × 4% = 1,680 บาท
- ภาระต่อรายได้ = 1,680 ÷ 150,000 = 1.1%
แม้นาย B จ่ายเงินเพิ่มมากกว่า (1,680 vs 732 บาท) แต่เมื่อเทียบกับรายได้แล้ว นาย A แบกภาระหนักกว่า 3 เท่า
ขั้นที่ 4: ผลกระทบสุทธิ — ใครได้ ใครเสีย
ถ้าทั้งคู่ได้ปรับเงินเดือน 5%/ปี ตามค่าเฉลี่ยตลาด มาดูว่าสุดท้ายแล้วใครได้ ใครเสีย
ผลกระทบต่อปี: นาย A (20K) vs นาย B (150K)
ย่ำอยู่กับที่
- นาย A: เงินเดือนเพิ่ม 1,000 บาท/ปี แต่ค่าครองชีพก็เพิ่ม 732 บาท/ปี → เหลือจริงแค่ 268 บาท/ปี คิดเป็นเดือนละ 22 บาท — ไม่พอซื้อกาแฟสักแก้ว
- นาย B: เงินเดือนเพิ่ม 7,500 บาท/ปี แต่ค่าครองชีพเพิ่ม 1,680 บาท/ปี → เหลือเก็บ 5,820 บาท/ปี คิดเป็นเดือนละ 485 บาท — พอกินข้าวนอกบ้านได้อีก 8 มื้อ
- ทั้งคู่ได้ขึ้นเงินเดือน “เท่ากัน” ที่ 5% แต่ นาย B ได้ผลตอบแทนจริงมากกว่านาย A ถึง 22 เท่า นี่คือเหตุผลที่คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งย่ำอยู่กับที่ (ปรากฏการณ์แมทธิว)
ภาพรวม 20 ปี: ช่องว่างที่ถ่างออกเรื่อยๆ
เมื่อดูในระยะยาว ผลกระทบของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) จะยิ่งชัดเจนมาก กราฟด้านล่างใช้สมมติฐานดังนี้:
- เงินเดือนขึ้น 5%/ปี (ค่าเฉลี่ยตลาด)
- เงินเฟ้อทางการ 1%/ปี (ค่าเฉลี่ย 10 ปี)
- ค่าครองชีพจริง 4%/ปี (ถ่วงน้ำหนักตามค่าใช้จ่ายจริง)
ช่องว่างระหว่างรายได้ vs ค่าครองชีพจริง (20 ปี)
เงินเดือนยังชนะค่าครองชีพ
- ถ้าใช้เงินเฟ้อถ่วงน้ำหนัก 4% เงินเดือนที่โต 5%/ปี ยังพอ “ชนะ” ค่าครองชีพจริงได้เล็กน้อย ในปีที่ 20 เงินเดือนโตเป็น 253% ส่วนค่าครองชีพจริงอยู่ที่ 211%
- แต่ปัญหาคือส่วนต่าง 1% ต่อปีนี้ สำหรับคนเงินเดือน 20,000 บาท แปลว่าเหลือเก็บแค่ 268 บาท/เดือน ซึ่งเรียกได้ว่า “ย่ำอยู่กับที่” อย่างแท้จริง
ทางออก: ต้องทำมากกว่าแค่ “รอขึ้นเงินเดือน”
เมื่อเงินเดือนขึ้น 5% แต่เหลือจริงแค่ 1% (หลังหักเงินเฟ้อ) คุณมีทางเลือก 2 ทาง”:
1) เร่งรายได้
คุณไม่สามารถพึ่งพาการปรับเงินเดือนประจำปี 5% ได้อีกต่อไป
- ย้ายงาน: การย้ายงานมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15-25% ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะปรับรายได้ให้ก้าวหน้าจริง
- หารายได้เสริม: หารายได้เสริมที่ไม่แปรผันตามเวลา เช่น ขายของออนไลน์, ขายอาหาร, รับจ้างฟรีแลนซ์ หรือ ทำคอนเทนต์
2) ชนะเงินเฟ้อด้วยการลงทุน
การฝากเงินไว้ในออมทรัพย์ (ดอกเบี้ย 1.5%) คือการการันตีว่าเงินของคุณจะ หายไป 2.5% ต่อปี คุณต้องจัดพอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทนเฉลี่ยชนะ 4% ให้ได้ เพื่อรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงิน
บทสรุป
ตัวเลข 5% ไม่ใช่รางวัล แต่มันคือ “ค่าชดเชย” ให้คุณยังพอมีชีวิตอยู่ได้เท่าเดิมต่างหาก
สำหรับคนเงินเดือน 20,000 บาท การขึ้นเงินเดือน 5% แปลว่าเหลือจริงแค่ 268 บาท/ปี หรือ 22 บาท/เดือน — นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ย่ำอยู่กับที่” จริงๆ
รับบทความใหม่ๆ ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ
บทความที่เกี่ยวข้อง
Build หรือ Buy ในยุค AI: ทำไมผมสร้างระบบ Newsletter เอง?
เจาะลึกกลยุทธ์ FinOps เบื้องหลังการตัดสินใจสร้างระบบ Newsletter เอง เปรียบเทียบต้นทุน 6 แพลตฟอร์ม, ทำไม Data Ownership ถึงสำคัญ และ AI เปลี่ยนสมการนี้อย่างไร
State of FinOps 2026: FinOps ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สรุปภาพรวม State of FinOps 2026 จาก 1,192 องค์กรทั่วโลก ($83B+ cloud spend): FinOps เปลี่ยนจาก cloud cost management เป็น technology value management แล้ว ด้วย 3 Shifts ที่ทุกคนต้องรู้
State of FinOps 2026: องค์กร ทีม และอนาคต
ทีมที่มี executive engagement ระดับ VP+ มีอิทธิพลมากกว่า 2-4 เท่า, FinOps for AI ขึ้นเป็น priority อันดับ 1 ใน 12 เดือนข้างหน้า, และ Shift Left ยังเป็น unsolved challenge (สรุปตอนจบ State of FinOps 2026)