คำถาม FinOps 5 ข้อแรก จาก FinOps Practitioner
หลังเหตุการณ์ลดค่า Cloud แล้ว Revenue หาย 4.5 ล้านบาท HotelGO จ้าง FinOps Practitioner มาแก้ปัญหา วันแรกที่เข้ามา เขาถามคำถาม 5 ข้อ และคำตอบทุกข้อคือ 'ไม่มี' แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา มันคือจุดเริ่มต้น
14 ก.พ. 2569 | 8 นาที
- FinOps ต้องเริ่มจาก Assessment ก่อน ไม่ใช่กระโดดไป Optimize ทันที
- คำถาม 5 ข้อที่ต้องถาม: Tag มีไหม? แยก COGS หรือยัง? มี Budget ไหม? รู้ Unit Cost ไหม? ใครรับผิดชอบ?
- HotelGO อยู่ระดับ Crawl ต้องเริ่มจาก Visibility ก่อน ไม่ใช่ซื้อ Savings Plans
ทำไมต้องจ้าง FinOps Practitioner?
หลังเหตุการณ์ในตอนที่แล้ว CFO สั่งลดค่า Cloud 30% โดยไม่ดู Unit Metrics ผลคือ Revenue หายไป 4.5 ล้านบาท แลกกับค่า Cloud ที่ประหยัดได้แค่ 6.3 แสนบาท
Board ประชุมฉุกเฉิน สรุปว่าบริษัทต้องการคนที่เข้าใจทั้ง Cloud และ Finance มาจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ
สัปดาห์ถัดมา FinOps Practitioner คนใหม่เดินเข้าออฟฟิศ
คำถาม 5 ข้อแรก
วันแรกที่เข้ามา FinOps Practitioner ไม่ได้เปิด AWS Console ไม่ได้ดูค่าใช้จ่าย แต่นัดประชุมกับ CFO และ CTO แล้วถามคำถาม 5 ข้อ
1) มี Tagging Strategy ไหม?
CTO ตอบว่า
มี Tag บ้าง แต่ไม่ครบทุก Resource บางทีมติด บางทีมไม่ติด
2) แยก COGS ออกจาก OpEx หรือยัง?
CFO ตอบว่า
ค่า AWS ทั้งก้อนเราบันทึกเป็น COGS หมดเลย
FinOps Practitioner ถามต่อว่า
แปลว่าค่า Dev Environment หรือ R&D ที่ยังไม่ทำเงิน ก็ถูกนับเป็นต้นทุนขายด้วย? แบบนี้ Gross Margin ที่เห็นอาจต่ำกว่าความเป็นจริงนะครับ
3) มี Budget และ Forecast ไหม?
CFO ตอบว่า
มี Budget รายปี แต่ไม่เคย track ว่า actual เป็นยังไง
4) รู้ Unit Cost ไหม? เช่น Cost per Booking
FinOps Practitioner ถามต่อว่า
แล้วเรารู้ไหมว่า Cost per Booking ตอนนี้เป็นเท่าไหร่?
CTO ตอบว่า
เราเคยคำนวณมือกันคร่าวๆ เมื่อเดือนที่แล้วตอนมีปัญหาครับ ได้มาประมาณ 42 บาท แต่ยังไม่มี Dashboard ที่ดูได้ทุกวัน และยังแยกไม่ได้ว่าฟีเจอร์ไหนกินเงินเท่าไหร่
FinOps Practitioner พยักหน้าแล้วพูดว่า
โอเค แปลว่าเราทำแบบ Ad-hoc (เฉพาะกิจ) ยังไม่ใช่ Operational (ทำเป็นกระบวนการ) ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระยะเริ่มต้นครับ
5) ใครรับผิดชอบค่า Cloud ของแต่ละทีม?
CFO ตอบว่า
ตอนนี้ Finance จ่ายรวม ไม่มีใครรู้ว่าทีมตัวเองใช้เท่าไหร่
ไม่มี ≠ ล้มเหลว
คำตอบ “ไม่มี” ทั้ง 5 ข้อไม่ใช่เรื่องน่าอาย บริษัทส่วนใหญ่เริ่มจากจุดนี้ สิ่งสำคัญคือรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วค่อยวาง Roadmap
Assessment: HotelGO อยู่ตรงไหน?
FinOps Practitioner อธิบายว่า FinOps Foundation แบ่ง Maturity เป็น 3 ระดับ
FinOps Maturity Model คืออะไร?
FinOps Maturity Model คือกรอบประเมินความเป็นผู้ใหญ่ด้าน Cloud Cost Management ขององค์กร แบ่งเป็น 3 ระดับ:
- Crawl (คลาน): เพิ่งเริ่มต้น ยังทำ manual ไม่มี process ชัดเจน
- Walk (เดิน): มี process แล้ว Tag ครบ แยก COGS ได้ ทีมรู้ cost ตัวเอง
- Run (วิ่ง): Mature มี automation, proactive optimization, culture เปลี่ยน
องค์กรไม่จำเป็นต้อง Run ทุก capability พร้อมกัน บาง capability อาจอยู่ Crawl บางอันอาจอยู่ Walk แล้ว
Crawl
เพิ่งเริ่มต้น
ข้อดี
- เริ่มเห็นตัวเลข
- มี awareness
ข้อเสีย
- ยังไม่มี process
- ทำ manual
- ไม่มี accountability
Walk
มี process แล้ว
ข้อดี
- Tag ครบ
- แยก COGS ได้
- มี Budget
- ทีมรู้ cost ตัวเอง
ข้อเสีย
- ยัง manual บางส่วน
- ยังไม่ proactive
Run
Mature
ข้อดี
- Automated
- Proactive
- Culture เปลี่ยน
- Continuous improvement
ข้อเสีย
- ต้องลงทุนเวลา/คน
FinOps Practitioner สรุปว่า
จากคำตอบ 5 ข้อ HotelGO อยู่ระดับ Crawl ต้นๆ เพราะยังไม่มี visibility, allocation และ process ของการ optimization ที่ดี
CTO ถามว่า
แล้วเราควรทำอะไรก่อน?
FinOps Practitioner ตอบว่า
หลายบริษัทพอเห็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก็กระโดดไปซื้อ Savings Plans หรือ Reserved Instances ทันที แต่นั่นคือการ optimize สิ่งที่ยังไม่เข้าใจ
ทำไมไม่ควรซื้อ Commitment ก่อน?
Savings Plans และ Reserved Instances คือการ “commit” ว่าจะใช้ resource เท่านี้ตลอด 1-3 ปี ถ้ายังไม่รู้ว่าใช้อะไรอยู่ ใช้เท่าไหร่ ใช้ถูกต้องไหม การ commit ก็เหมือนการเซ็นสัญญาโดยไม่อ่านรายละเอียด
Roadmap 6 เดือน
FinOps Practitioner วาง Roadmap ให้ HotelGO
Visibility + Quick Cleanup
เปิด Cost Explorer ให้ทุกคนเห็น, ตั้ง Budget Alert, และกำจัดทรัพยากรขยะทันที
Tagging
ออกแบบ Tag Strategy, บังคับ Tag ทุก Resource ใหม่, Tag Resource เก่า
Allocation
แยก COGS/OpEx, เริ่ม Showback ให้แต่ละทีมเห็น cost ตัวเอง
Unit Economics
สร้าง Automated Dashboard สำหรับ Cost per Booking
Rate Optimization
เมื่อ Usage นิ่งแล้ว ค่อยซื้อ Savings Plans เฉพาะ baseline
CFO ถามว่า
6 เดือนเลยเหรอ? นานไปไหม?
FinOps Practitioner ตอบว่า
ถ้าทำเร็วกว่านี้โดยข้ามขั้นตอนก็จะเจอปัญหาเหมือนที่เพิ่งเกิด คือ optimize โดยไม่เข้าใจและกลายเป็นสร้างปัญหา
Quick Wins vs Long-term Goals
FinOps Practitioner แบ่งงานเป็น 2 ประเภท
Quick Wins (ทำได้ใน 2 สัปดาห์):
- เปิด Cost Explorer ให้ CTO และ CFO เข้าถึงได้
- ตั้ง AWS Budgets alert ที่ 80% และ 100% ของเดือนที่แล้ว
- สร้าง Weekly Cost Report ส่งให้ทีม
- Waste Removal: สแกนหา EBS Volume ที่ไม่ได้ attach, Snapshot เก่า, Elastic IP ที่ไม่ได้ใช้ แล้วลบทิ้งทันที (CFO ชอบ เพราะเห็นผลเป็นตัวเงินเลย)
Long-term Goals (ต้องใช้เวลา):
- Tag ครบ 100% ของ Resource
- แยก COGS/OpEx ถูกต้อง
- ทุกทีมรู้และรับผิดชอบ cost ตัวเอง
- มี Unit Economics ที่ทุกคนใช้ตัดสินใจ
Key Insight
FinOps ไม่ใช่ project ที่มีวันจบ แต่เป็น practice ที่ต้องทำต่อเนื่อง เป้าหมายไม่ใช่ “ลดค่า Cloud” แต่คือ “ทุกบาทที่ใช้ สร้างมูลค่าสูงสุด”
สรุป
วันแรกของ FinOps Practitioner ไม่ได้ลงมือ optimize อะไรเลย แต่ใช้เวลาทำ Assessment และวาง Roadmap
สิ่งที่ได้:
- รู้ว่า HotelGO อยู่ระดับ Crawl
- มี Roadmap 6 เดือนที่ชัดเจน
- ทุกคนเข้าใจว่าต้องเริ่มจาก Visibility ก่อน
ตอนหน้า FinOps Practitioner จะเริ่มงานแรก: เปิดไฟให้ทุกคนเห็นว่าค่า Cloud ไปอยู่ที่ไหนบ้าง
รับบทความผ่านทางอีเมล
บทความที่เกี่ยวข้อง
State of FinOps 2026: FinOps ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สรุปภาพรวม State of FinOps 2026 จาก 1,192 องค์กรทั่วโลก ($83B+ cloud spend): FinOps เปลี่ยนจาก cloud cost management เป็น technology value management แล้ว ด้วย 3 Shifts ที่ทุกคนต้องรู้
ประหยัดค่า Cloud 2 หมื่น เสียรายได้ 1.2 แสน
เรื่องราวของ FreshCart ที่ลดค่า cloud ได้ 29% แต่กลับทำให้ revenue หายไปมากกว่า 6 เท่า — บทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่กำลังศึกษา FinOps
State of FinOps 2026: AI คือตัวเปลี่ยนเกม
98% ขององค์กรบริหาร AI spend แล้ว (จาก 31% เมื่อ 2 ปีก่อน) แต่ยังมองไม่เห็น cost ที่แท้จริงและวัด ROI ไม่ได้ สรุปทุกมิติของ AI ใน State of FinOps 2026